[Alanthy] QUEST Level.1-1:Peisly [ถอนแล้วค่ะ]

posted on 04 May 2014 23:58 by penfangunnaa in Alanthy directory Fiction
งานเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูอลันไทร์
 

มันเป็นห้องสี่เหลี่ยม มีผู้คนที่แต่งชุดคล้ายฉันอยู่เต็มไปหมด บ้างสวมกางเกงผูกเนกไทสีเหลือง บ้างสวมกระโปรงผูกโบที่คอสีเหลือง และ...

ใช่ นี่เป็นห้องเรียนโซนลม

แบบฝึกฝนแรกมาแล้ว มันวางอยู่หน้าห้อง ตรงนั้นที่อาจารย์โซนลมยืนอยู่ เขาไม่บอกอะไร นอกจากแค่...ต้องใช้พลังผ่านผลึก เพื่อให้ 'สิ่งนั้น' ลอยขึ้น

ฉันขมวดคิ้ว มองหลายคนที่เริ่มทยอยไปลอง 'ใช้พลัง' บางคนทำสำเร็จ บางคนไม่

กะอีแค่...เครื่องบินกระดาษ ของเบาๆ แบบนั้น

ฉันแค่นยิ้ม กอดอกมองไปเรื่อย กระทั่งถึงตาฉัน  

ฉันก้าวลงไปข้างล่าง ยืนอยู่หน้าเครื่องบินกระดาษ สายตาเพ่งมองมัน คิ้วขมวดเข้าหากัน

'ลอยซิ... บอกให้ลอยไงล่ะ ลอยซิ'

'ฉันบอกให้แกลอย!'

เครื่องบินกระดาษยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ไหวเคลื่อน หรือขยับไปไหน ฉันเหลือบมองอาจารย์โซนลม สายตาเขานิ่งเฉย โบกมือให้ฉันเดินออกไปจากตรงนั้น เพื่อนักเรียนคนต่อไปจะได้เข้ามาลอง...

ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลา...ยังดีที่มีเวลา

------------

มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดพลาด ทำไมมันถึงไม่ลอย ทำไมกระดาษแผ่นนั้น...ไม่สิ เครื่องบินกระดาษอันนั้นถึงไม่ลอย

เพซลีย์เดินเข้าห้องสมุด เธอคิดว่ามันต้องเกี่ยวกับ ‘ลม’ อะไรสักอย่าง ‘ความกดอากาศ’ หรือ ‘อุณหภูมิ’ เธอมั่นใจว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวข้อง

นิ้วเรียวไล่ไปตามสันหนังสือ มองหาเล่มที่ต้องการ แต่ละเล่มที่ได้...หนาไม่ต่ำกว่าสองนิ้ว แค่มองก็หนักใจแล้ว แต่เธอจะยอมแพ้ไม่ได้

ฉันยังมีคนที่รออยู่

ตั้งแต่จบชั้นเรียนกระทั่งตอนนี้ แสงตะวันเริ่มโรยรา เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ลม’ ได้อย่างไร แต่เหมือนสวรรค์ (ละมั้ง) รับรู้ความทุกข์ใจของเธอ ชายหนุ่มคนนั้นจึงเดินเข้ามา

เขาเดินเข้ามาเหมือนรู้ว่าเธอกำลังเจอปัญหา

เพซลีย์ยิ้มด้วยความดีใจ ตัวช่วยของเธอมาแล้ว คนที่จะมาไขข้อข้องใจให้เธอ เขาบอกว่าเธอ ‘คิดแยก’

“คิดแยก? ฉันก็พยายามหาความสัมพันธ์มันอยู่ แต่ไม่เข้าใจนี่”

“นั่นแหละเรียกว่าคิดแยก” เด็กติดตุ๊กตาบอกเธออย่างนี้ พอเห็นเพซลีย์ยังไม่เข้าใจ เขาก็ถอนหายใจแล้วเริ่มอธิบาย

“ลืมเรื่องที่อ่านมาให้หมดซะ ความกดอากาศ อุณหภูมิอะไรนั่น ป้าจับแยกเป็นตัวๆ รู้ไหม” ฟริตซ์ผายมือแล้วถามเธอว่าเห็นอะไรไหม

เพซลีย์เห็น...อากาศ ใช่อากาศทั้งนั้นที่อยู่รอบตัว

ฟริตซ์ปรบมือ แล้วก็มีสายลมพัดไปหาเพซลีย์ จากนั้นเขาถามว่าสัมผัสอะไรได้ไหม

...ลม…

“สิ่งที่เกิดเรียกว่าความเคลื่อนไหว และทั้งหมดเกิดจากพลังงานที่กระทำมัน”

เพซลีย์สงสัย เธอโพล่งถามว่าแค่ปรบมือทำไมเกิดพลังงาน ชายหนุ่มเลยตีเธอเบาๆ

“ถ้าเจ็บ นั่นแสดงว่ามีแรงกระทำ และเมื่อมีแรงกระทำ นั่นก็มีพลังงาน”

คุณแม่ลูกอ่อนยังคงขมวดคิ้ว นี่เป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจ เธอยังถามเซ้าซี้ จับนู่นชนนี่ สุดท้ายฟริตซ์ก็ยอมแพ้ แล้วอธิบายตั้งแต่ต้นใหม่ด้วยแววตา...ระอาเล็กๆ

“ป้านี่บางทีก็นะ… ฉันไม่อยากให้ป้ามองแบบ นี่น่ะ เพราะความกดอากาศ เพราะอุณหภูมิ มันเลยเกิดลม ป้าจะงง เข้าใจไหม มองมันเป็นก้อนซะ

“เพระป้าคิดว่าจับต้องไม่ได้ มันเลยทำไม่ได้มากกว่า จะอธิบายแต่ต้นก็ได้ แต่ก่อนอธิบายป้าจำไว้นะ ทุกสิ่งในโลกสัมพันธ์กัน

“เพราะฉะนั้นเลิกคิดแยกซะ เอาละ หัวใจของการเกิดลมคือ อุณหภูมิ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นเกิดพลังงานและควมคุม ความกดอากาศ

ฟริตซ์มีความอดทนสูงมากที่จะอธิบายใหม่ถึงสามรอบให้คนใจร้อนอย่างเพซลีย์ จนบางขณะเธอก็คิดว่า เขาน่าจะเป็นครูมากกว่าหมอ ดวงตาสีเขียวของเพซลีย์มองการสอนของฟริตซ์ที่สลับถามตอบกับโรฮาน ตุ๊กตาของเขา

“คิดว่าเข้าใจนะ ...ทำให้เคลื่อนไหว เกิดพลังงาน เกิดความร้อน...เกิดการไหลเวียนของอากาศ...และเกิดลม ถูกไหม...นะ” เพซลีย์เอ่ยขึ้นพร้อมถามโรฮาน ตุ๊กตาที่ดูจะพูดได้น่าฟังมากกว่าเจ้าของ

“อื้ม ถ้างงว่าทำไมต้องมีพลังงานก็คิดสภาพคนในห้อง ตอนนิ่งที่แคบเราก็อยู่ได้ แต่ถ้าเต้นเราต้องการพื้นที่ นั่นแหละพลังงานก็ต้องการขยายพื้นที่จึงแผ่ออกไป โมเลกุลอากาาศส่งต่อพลังงาน แค่นี้แหละ ป้าไม่ต้องไปจำความกดดันอากาศหรอก” เป็นฟริตซ์ที่ตอบเพซลีย์

“ใส่ความร้อนลงไปแล้วมันจะบวมๆ ปูดๆ พองๆ เหมือนตอนเป่าลูกโป่งน่ะเหรอ”

“คิดแบบนั้นก็ได้นะ เพียงแต่พลังงานมันคงทำลูกโป่งแตกน่ะ”

“เป่ามากไปก็แตกไง เหมือนมอบความรักให้มากไปก็…” เพซลีย์ไม่เอ่ยต่อจนจบ เธอเหลือบมองชายหนุ่มที่เสมือนน้องชายแล้วยักไหล่ พร้อมยิ้มๆ

การสอนจบลง พร้อมตบท้ายด้วยนิทาน…

นานมาแล้วตอนที่คนขาวยกทัพมาที่ดินแดนอเมริกา พวกเขาบุกโค่นป่า จัดการทรัพยากรทุกอย่างไว้ในกำมือ พวกเขาสร้างทางรถไฟ สร้างบ้านเมือง นำความเจริญ แต่นั่นเขาก็ทำลายธรรมชาติเช่นกัน หนักเข้า หัวหน้าอินเดียแดงเผาหนึ่งจึงเขียนจดหมายไปหาประธานาธิบดี เนื้อความมีว่า...

“แผ่นดินนี้มีจิตวิญญาณ ป่าเขานี้คือพี่น้องของเรา ล้วนแต่มีความรู้สึก ตลอดมาเราอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แล้วถามว่า คนขาวเคยได้ยินจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติไหม”

เขาเล่านิทานเรื่องนี้ให้เธอฟัง เสมือนเปิดทางเลือกให้เธอลองดู นอกจากรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์ ยังมีในทางจิตวิญญาณ…

------------

ฉันเหนื่อย และเพลีย แต่เมื่อมีเด็กสาวมาถามเรื่องแบบทดสอบนี้ว่าทำได้หรือยัง ฉันตอบได้ทันทีว่าไม่ ทว่าพอเห็นเมลินกอดอกโคลงหัว ขมวดคิ้วจริงจัง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแนะนำ...สิ่งที่ฉันคิดว่าเด็กในวัยเธอสามารถทำได้ดีกว่าฉัน

“...ทริคมันง่ายๆ ละมั้ง...จินตนาการน่ะ ไหนๆ ก็มีอากาศอยู่รอบตัวแล้ว ลองจินตนาการแล้วใช้พลังผ่าน...ผลึกดู”

------------

ฉันลองฝึกในห้อง ลองบังคับ ลองกำหนดให้มันเคลื่อนไหว ให้กระดาษแผ่นบางๆ บนโต๊ะขยับปลิวไปบ้าง แต่เปล่าเลย ทำไมล่ะ ทำไมถึงยังทำไม่ได้

ฉันจะยังฝึกไ่ม่พอ...หรือจริงๆ แล้วฉันไม่มีพลังอะไรนั่นสักนิด

------------

ผ่านมาแล้ว 1 วัน…

เพซลีย์ยังคงฝึกฝนอยู่ในห้องตัวเอง หลับตาแล้วพยายามสัมผัสถึงลมรอบข้าง พยายามทำให้เกิดแรงกระทำ แต่กระดาษแผ่นบางๆ บนโต๊ะยังคงนิ่งติง

เธอถอนหายใจ แล้วบอกว่าตัวเองควรพัก

เธอเดินออกมาที่สวน อากาศร้อนกว่าบ้านที่เธอจากมา แต่ต้นไม้เขียวขจีกว่า และ...สดชื่นกว่า เพซลีย์แค่หวังว่ามันจะทำให้เธอเข้าใจถึงลม และ จิตวิญญาณธรรมชาติบ้าง

เสียงบ่นหงุงหงิง (?) หรือเสียงเปรยของใครสักคนในพุ่มไม้ทำให้เธออยากให้ความช่วยเหลือ

เพซลีย์เดินตรงไป ยกขาขึ้นเตรียมจะเหยียบ แต่ผู้ชายร่างสูงตัวใหญ่กลับพลิกหลบทัน เขาสวมเครื่องแบบที่เธอรู้ได้ในทันทีว่าไม่ใช่นักเรียนหรืออาจารย์

ผู้ชายตรงหน้าเธอเป็นผู้รักษาความปลอดภัย...ผู้เฝ้าระวังที่แห่งนี้


ฉันกับเขาต่อปากต่อคำเล็กๆ น้อยๆ (?) เขารู้จักฉัน...เป็นคุณยามที่แปลกดี จำได้แม้กระทั่งชื่อนักเรียนกว่าสองร้อยในนี้ ฉันไม่รู้มาถึงหัวข้อนวดได้อย่างไร จากการประทุษร้ายเพื่อให้เขาได้ไปนอนห้องพยาบาล

ฉันตั้งใจจะช่วยจริงๆ นะ ไม่ได้จะระบายความเครียดสักหน่อย!

ฉันยกขาขึ้น ตั้งใจจะเหยียบให้มิดส้นเข็ม… เปล่า อันนั้นล้อเล่น จริงๆ แค่กะลงน้ำหนักให้เจ็บนิดๆ เพราะส้น แต่ฉันกลับเหยียบไม่ลง เหมือนมีพลังอะไรมาต้านไว้

ฉันหรี่ตามองเขา ทำไมเขาถึงมีพลังล่ะ อามิโก้ที่ฉันบังเอิญรู้จักไม่เห็นมีพลังเลย พลันเกิดความคิดขึ้นในหัว หรือฉันจะให้เขาสอนดี

บทสนทนาที่ควรจะเข้าประเด็น “สอนฉันได้ไหม” “ทำไมคุณใช้พลังได้ล่ะ” กลับวกเข้าเรื่องอายุของฉัน...และมาที่รูปร่าง (ฉันเสียความมั่นใจจริงๆ นะ)

อาจเพราะการเซ้าซี้ของฉัน คุณยามคนนั้น “เคอร์รัม” เลยยอมสอน โดยแลกเปลี่ยนเป็นหอมแก้มเขาหนึ่งครั้ง

ฉันเกิดความลังเล ประสบการณ์ในอดีตสอนให้ฉันไม่ไว้ใจผู้ชายเท่าไรนัก แต่ก็แอบขำกิ๊กในใจ เขาดูไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก แต่...สิ่งที่เขาแสดงออกมามันทำให้คิดแบบนั้นได้จริงๆ แหละ

เขาใช้ตัวอย่างเป็นดอกไม้แถวๆ นั้น วางลงบนหญ้า แล้วอธิบายให้ฟัง

“อันนี้ใช้แทนเครื่องบินกระดาษ… ตั้งสมาธิให้ดี นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว (?) แหล่งกำเนิดพลังงานตัวเองเองก่อนจะ…” เขาดีดนิ้วเสียงดังป๊อก แล้วดอกไม้ดอกนั้นก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น ฉันมองดอกไม้ที่ลอยขึ้นมาด้วยแววตาใคร่รู้

“แหล่งกำเนิดพลังงานเหรอคะ แต่ละคนเหมือนกันไหม”

“แล้วของคุณเป็นอะไรล่ะ”

“ถ้าหมายถึงผลึกคงเป็นแหวน… ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าของตัวเองเป็นอะไร”

“ก็ผลึกนั่นแหละ คิดถึงมัน อย่าวอกแวก คล้ายๆ ขอพรจากมันว่า ขอให้ดอกไม้ลอยขึ้นเถอะนะ” ระหว่างที่เขาอธิบาย ดอกไม้ดอกนั้นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นแล้วทัดหูฉัน

...มีมุมน่ารักเหมือนกันแหะ...

ฉันลองบ้าง หลับตาลง ลูบหัวแหวนสีอำพัน ยิ้มจางๆ เมื่อภายในหัวเป็นคนที่ฉันรักที่สุด...ของขวัญจากพระเจ้า พลันสายลมวูบหนึ่งก็พัดมาเบาๆ ฉันลืมตามองเขา แล้วถามเสียงตะกุกตะกัก

เขายิ้มให้ฉัน แล้วบอกว่าถ้าไม่แน่ใจก็ลองทำใหม่ดูสิ

ฉันหยิบดอกไม้ที่ทัดหูวางบนพื้น แล้วลองใหม่ ทำแบบเมื่อกี้ไม่ผิดเพี้ยน ยามสายลมพัดมาอีกครั้ง ก็ลืมตามองดอกไม้นั้นทันที มันลอยนิ่งเหนือพื้นหญ้า…

“เก่งมากครับ เก่งมาก ทีนี้ก็ไปเอาดาวมาให้ผมดูได้แล้วนะ” เขาบอกฉันพร้อมขำไปด้วย

ฉันหยิบดอกไม้ดอกนั้นทัดหูตามเดิม แล้วสัญญาว่าจะเอาดาวมาให้เขาดู ตอบแทนที่เขาสอนฉัน

ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว… เขาล้มตัวนอนลงตามเดิม ฉันขอบคุณเขาอีกครั้ง พร้อมจากลา เพื่อเตรียมจะไปทดสอบพรุ่งนี้

“หลับฝันดีนะคะ คุณเคอร์รัม”

------------

เพซลีย์ยืนอยู่ในห้องเดิม...ห้องที่เริ่มแบบทดสอบนั้น เพียงต่างวันและเวลา วันนี้เธอพร้อมแล้วสำหรับแบบทดสอบ

ไม่ใช่เพียงหลักวิทยาศาสตร์หรือจินตนาการ แต่ยังต้องอาศัยสมาธิแน่วแน่

วิทยาศาสตร์ทำให้เข้าใจกระบวนการ

จินตนาการทำให้เห็นภาพ

สมาธิแน่วแน่...ทำให้ความคิดและพลังจางๆ ก่อเกิดเป็นพลังงานที่สามารถขับเคลื่อน

เธอลูบหัวแหวนเช่นเมื่อวาน แต่ไม่ได้หลับตา ดวงตาสีเขียวจับจ้องอยู่ที่เครื่องบินกระดาษ กระดาษที่ถูกพับเป็นเครื่องบินแบบง่ายค่อยๆ ลอยตัวขึ้น มันลอยสูงในระดับหนึ่งแล้วก็พุ่งออกไปข้างหน้า ประหนึ่งมีใครสักคนเป็นคนปล่อยมันออกไป…

ผ่านแล้ว…

เธอผ่านแล้ว…

ความฝันเธอใกล้เข้ามาแล้ว...

------------

 
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบค่ะ
ขอบคุณฟริตซ์ที่มาช่วยโยนข้อมูลใส่...ผปค.ฉันลืมไปหมดแล้ว (นั่งแบลงก์ตอนโดนข้อมูลด้วย ให้ความร่วมมือดีมากขร่ะ)
ขอบคุณ เมลีน... สาวน้อยที่ทำให้เจ๊ลองหาอะไรง่ายๆ แนะนำ
ขอบคุณ คุณเคอร์รัม ที่สงเคราะห์สาวใหญ่ (?) คนนี้นะคะ/เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน 
 
ผิดพลาดตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ

 

edit @ 5 May 2014 07:48:56 by it's hard to describe

edit @ 5 May 2014 08:12:00 by it's hard to describe

Comment

Comment:

Tweet

ตอนคุยกับฟริตซ์ข้ารู้สึกเหมือนเจ๊กำลังโดนฮีโทรลใส่แบบไม่ตั้งใจ...

#11 By GoMuth on 2014-05-20 10:05

@narddoww เขินจังเลย เจ้รอดูของเลลีนอยู่นะ

#10 By it's hard to describe on 2014-05-09 22:00

วรั้ยยยยย เจ๊สุดสวยของเลลินนน
ชอบบบ ความตั้งใจของเจ๊จุงงง

#9 By INARD on 2014-05-09 21:42

@meladus ขอบคุณค่าาาาา 

#8 By it's hard to describe on 2014-05-07 11:26

/แวะมาตบมือให้เจ๊ พยายามมากกว่าลูกเราอีกค่ะ 5555
คิดถึงเจ้จังไว้มาเล่นกันใหม่นะคะ surprised smile

#7 By meladus on 2014-05-07 10:52

@wild-wind แม่นายไวตลอด เอามาๆ พ่อฉันจะเอาไปหนุนนอนละ

#6 By it's hard to describe on 2014-05-05 10:55

@penfangunnaa หนาสิป้า/ ไอ้แม่หิ้วมาแล้ว

#5 By Raina_Amari on 2014-05-05 09:55

@wild-wind /มองนะยะ/ หนังสือเล่มนั้นหนามากไหม ถ้าหน้าจะไปทุ่มใส่หัวคนแถวนี้

#4 By it's hard to describe on 2014-05-05 08:53

@penfangunnaa ป้าเนี่ยไม่สำนึก จัดไปเลยกลศาสตร์ควอมตัม #ลูก (จัดแบบเราดิ)

#3 By Raina_Amari on 2014-05-05 08:47

@wild-wind ข้ามีปัญหากับย่อหน้าน่ะ 555 เจ๊บอกว่าเอาหนังสือมาให้หนุน ขอหมอนด้วยนะ แอร์ห้องสมุดเย็นดี

#2 By it's hard to describe on 2014-05-05 08:46

ข้าจิบอกว่าการจัดกลางทำให้มันอ่านยากอะ แล้วฟริตซ์บอกแหมมมมที่แท้ป้าก็มองเราเป็นเด็กติดตุ๊กตา แหมมมมมม เอาหนังสือวิทย์ไปวางให้หนุนนอน แก้แค้น (...)

#1 By Raina_Amari on 2014-05-05 08:42